สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
 
สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน  เมนู 10
เล่มที่ ๑๐
เรื่องที่ ๑ โรคทาง อายุรศาสตร์
เรื่องที่ ๒ โรคติดต่อ และโรคเขตร้อน
เรื่องที่ ๓ โรคภูมิแพ้
เรื่องที่ ๔ โรคผิวหนัง ที่พบบ่อยในประเทศไทย
เรื่องที่ ๕ โรคตา
เรื่องที่ ๖ โรคหู คอ จมูก
เรื่องที่ ๗ จิตเวชศาสตร์ และ สุขภาพจิต
เรื่องที่ ๘ สิ่งแวดล้อม และ สุขภาพ
เรื่องที่ ๙ การออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ
เรื่องที่ ๑๐ การปลูกกระดูกข้ามคน
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๑๐ / เรื่องที่ ๘ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ / สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

 สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ปัญหามลพิษที่จะเกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมีมากมาย มิใช่แต่เพียงมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ หรือทางเดิน ที่เรารู้จักกันดีเท่านั้น การที่สภาวะแวดล้อมของเรา เปลี่ยนแปลงไปตามความจำเป็นของการพัฒนาบ้านเมือง ซึ่งจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้นั้น หากมิได้มีการวางแผนอย่างถี่ถ้วนรัดกุม การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอาจกลายเป็นปัญหามลพิษ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้คนได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเมืองเรา คือ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกรุงเทพมหานคร ได้ก่อให้เกิดปัญหาสภาวะแวดล้อมอย่างมากมาย จนกระทั่งบางเรื่องอาจลุกลามใหญ่โต จนไม่สามารถแก้ไขได้ ในสภาวะเศรษฐกิจของประเทศเรา
ขยะ มลพิษที่แพร่เชื้อโรค
ขยะ มลพิษที่แพร่เชื้อโรค
การที่เมืองขยายออกไป ผืนดินที่ใช้ทางการเกษตรที่ดี ก็ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นที่อยู่อาศัย ที่ซึ่งเป็นที่ลุ่มกลับกลายเป็นแหล่งชุมชน คลองเพื่อการระบายน้ำ ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นถนน เพื่อการคมนาคม แอ่งที่จะเป็นที่ขังน้ำถูกขจัดให้หมดไป ด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ เมื่อถึงหน้าน้ำ หรือเมื่อฝนตกใหญ่ กรุงเทพมหานครจะประสบปัญหาน้ำท่วมทุกครั้ง น้ำท่วมก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมาย เริ่มต้นด้วยโรคน้ำกัดเท้า และต่อไป ก็อาจเกิดโรคระบาดได้
ปัญหาขยะก็เป็นมลพิษที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หากเมืองใหญ่ขึ้น ผู้คนมากขึ้น ของทิ้งก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นธรรมดา การเก็บขยะให้หมด จึงเป็นปัญหาสำคัญของเมืองใหญ่ๆ ต่างๆ หากเก็บขยะไปไม่หมด ขยะก็จะสะสม หมักหมมอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เป็นที่เพาะเชื้อโรค และแพร่เชื้อโรค ทำให้เกิดลักษณะเสื่อมโทรมสกปรก นอกจากนี้ ขยะยังทำให้เกิดมลพิษทางน้ำ เมื่อมีผู้ทิ้งขยะลงไปในน้ำ การเน่าเสียก็จะเกิดขึ้นในแหล่งนั้นๆ
การจราจรที่แออัดนอกจากจะก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศแล้ว ยังมีปัญหาในเรื่องเสียงติดตามมาด้วย เพราะยวดยานที่ผ่านไปมาทำให้เกิดเสียงดัง
และความสะเทือน เสียงที่ดังเกินไปจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ บางคนดัดแปลงยานพาหนะของตน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ทำให้เสียงดังกว่าปกติ โดยนิยมกันว่า เสียงที่ดังมากๆ นั้น เป็นของโก้เก๋ คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่า ตนกำลังทำอันตรายให้เกิดขึ้นทั้งกับตัวเอง และกับผู้อื่น เสียงที่ดังเกินขอบเขต จะทำให้เกิดอาการทางประสาท ซึ่งอาจแสดงออกเป็นอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือทางอารมณ์ เช่น เกิดอาการหงุดหงิด ใจร้อน ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ เป็นต้น นอกจากนี้เสียงที่ดังเกินไป อาจทำให้เกิดความเสื่อมกับอวัยวะในการรับเสียงอีกด้วย ผู้ที่ฟังเสียงดังเกินขอบเขตมากๆ จะมีลักษณะหูเสื่อม ทำให้การได้ยินเสื่อมลง เป็นต้น
การจราจรคับคั่ง
การจราจรคับคั่ง
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ปัญหาสารมลพิษที่แปลกปลอมมาในสิ่งที่เราจะต้องใช้ บริโภค อาหารที่เราบริโภคกันอยู่ในทุกวันนี้ อาจมีสิ่งเป็นพิษปลอมปนเข้ามาได้ โดยความบังเอิญ หรือโดยความจงใจ
สารเคมี
สารเคมี
การใช้สารมีพิษ เพื่อการป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช เป็นวิธีการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบัน ความสนใจในโทษของสารเคมีที่ใช้ในการปราบศัตรูพืช ยังมีน้อยมาก ในประเทศไทย วัตถุมีพิษที่ใช้ในกิจการดังกล่าว ส่วนใหญ่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ที่นิยมใช้กันอยู่มีประมาณ ๑๐๐ กว่าชนิด วัตถุมีพิษเหล่านี้ผสมอยู่ในสูตรต่างๆ มากกว่า ๑,๐๐๐ สูตร เมื่อมีการใช้วัตถุมีพิษอย่างแพร่หลายมากเช่นนี้ สารมีพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม และสารมีพิษตกค้างในอาหาร ซึ่งทำให้ทั้งคนและสัตว์ได้รับอันตราย จึงปรากฎมากขึ้น จากการวิเคราะห์ตัวอย่างต่างๆ พบว่า ปริมาณสารมีพิษประเภทยาฆ่าแมลงต่างๆ ที่ตกค้างในน้ำ และในสัตว์น้ำ มีแนวโน้มของการสะสมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าบางกรณี ปริมาณวัตถุมีพิษที่สะสมอยู่ในสัตว์น้ำ ที่ประชาชนใช้บริโภคอยู่ จะมีค่าต่ำกว่ามาตรฐาน ที่บางประเทศกำหนดไว้ก็ตาม หากคิดว่า โดยปกติ คนไทยจะนิยมบริโภคสัตว์น้ำเป็นอาหารหลักด้วยแล้ว ปัญหานี้ก็เป็นเรื่องที่น่ากลัวอันตรายมาก
ในบรรดาพืชผักต่างๆ ที่วางขายตามท้องตลาดก็มีการตรวจพบสารพิษชนิดต่างๆ ตกค้างอยู่เป็นส่วนใหญ่ ผักส่วนใหญ่มีวัตถุมีพิษปะปนอยู่ต่ำกว่าระดับค่าปลอดภัย แต่ก็พบว่า มีผักบางชนิด ที่มีสารมีพิษปะปนอยู่ เกินระดับค่าปลอดภัยสารพิษ บางชนิดมีพิษสูง และมีฤทธิ์ตกค้างนาน
ผักและผลไม้สด ที่อาจมีสารพิษตกค้าง
ผักและผลไม้สด
ที่อาจมีสารพิษตกค้าง
อาหารสัตว์ หรืออาหารผสมที่ใช้เลี้ยงสัตว์ที่เราบริโภคนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากผลิตผลทางการเกษตรทั้งสิ้น ดังนั้น สารพิษที่ปะปนมากับผลิตผลทางการเกษตร ก็ย่อมทำให้มีสารพิษปะปนในอาหารสัตว์ด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเติมสารเคมีบางชนิดลงไปในอาหารสัตว์ เป็นปริมาณมากอีกด้วย สารเคมีเหล่านี้บางชนิด หากคนบริโภคเข้าไปเป็นปริมาณสูงจะเกิดอันตราย จากการตรวจวิเคราะห์พบว่า ไข่และเนื้อสัตว์ต่างๆ มีสารพิษต่างๆ ปะปนอยู่ บางชนิดปริมาณสูงกว่าชนิดอื่นๆ แต่โดยทั่วไปปริมาณที่พบยังคงอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นในพวกไขมันสัตว์ ซึ่งจะมีการสะสมวัตถุมีพิษนี้สูงมากจนน่ากลัวอันตราย 
นอกจากปะปนของวัตถุมีพิษตามตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังปรากฎว่า ได้มีการนิยมผสมสารเคมีบางชนิดลงไปในอาหาร เพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน เช่น ทำให้เกิดความสวยงาม กันเสียกันบูด และเสริมรส เป็นต้น สารเคมีที่ใช้ผสมในอาหารเหล่านี้ บางชนิดจะใช้ไม่ได้เลย เพราะจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง หรือบางชนิดจะต้องใช้ตามมาตรฐานที่กำหนด มิฉะนั้นก็จะเกิดปัญหาต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้
ตัวอย่างที่น่าสนใจ ได้แก่ สี่ที่ใช้ผสมอาหาร สำหรับทำให้เกิดความสวยงาม สีส่วนมากที่ใช้กันในปัจจุบัน มักเป็นสีสังเคราะห์ขึ้นโดยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะต้องผลิตให้มีมาตรฐานสูงถึงขนาดที่กำหนดให้ นอกจากนี้ ก็เป็นสีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สีเขียวจากใบเตย สีแดงจากฝาดและกระเจี๊ยบแดง สีเหลืองจากขมิ้น สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน สีน้ำตาล จากน้ำตาลเคี่ยวไหม้ สีดำจากกาบมะพร้าวเผาให้ เป็นถ่าน เป็นต้น ผักและผลไม้สด ที่อาจมีสารพิษตกค้าง
ผักและผลไม้สด
ที่อาจมีสารพิษตกค้าง
ปัญหาที่น่าคิด คือ ปรากฏว่ายังมีผู้ใช้สีอย่างอื่นที่ไม่ใช่สีสำหรับบริโภคมาใช้เป็นสีผสมอาหารกัน มากมาย สีพวกนี้ ได้แก่ สีย้อมผ้า สีอินทรียสังเคราะห์ที่เป็นพิษ ซึ่งห้ามไม่ให้ใช้ผสมอาหาร สีต่างๆ เหล่านี้มีสารพิษผสมเป็นส่วนประกอบ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู และสารเคมีที่มีพิษอื่นๆ ซึ่งถ้ารับประทานเข้าไปสะสมมากๆ แล้ว อาจก่อให้เกิด การปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ชีพจรและการหายใจอ่อนลง มีผลต่อระบบประสาทและทำให้สมองเป็นอัมพาต สีบางประเภทจะไปจับอยู่ตามเยื่อกระเพาะอาหารและ ลำไส้ ขัดขวางการดูดซึมอาหาร มีอาการท้องเดิน น้ำหนักลด อ่อนเพลีย สีบางชนิดอาจทำให้เกิดเป็น มะเร็งที่ต่อมน้ำเหลือง ถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะอื่นๆ ได้
ใบเตย
ใบเตย
สารกันเสีย หรือกันบูด เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติ สามารถฆ่าหรือยับยั้ง การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ สารกันเสียที่จะใช้ใส่อาหารได้นั้น จะต้องเป็นชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขอนุญาต และจะต้องใช้ในปริมาณที่วางมาตรฐานกำหนดไว้ ที่นิยมกันมาก ได้แก่ เบนโซเอต ซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเข้ากับอาหารได้ทุกชนิด และไม่สลายตัว (แต่มีข้อเสียคือ ไม่สามารถกลืนเอาสีของอาหารไว้ได้ ทำให้อาหารสีคล้ำถ้าเก็บไว้นาน) ปริมาณสูงสุดที่ ให้ใช้ได้คือ ๑,๐๐๐ มิลลิกรัมต่ออาหารหนัง ๑ กิโลกรัม แต่ถ้าใช้มากเกินไป จะทำให้เกิดอาการผิดปกติในกระเพาะอาหาร และระบบทางเดินอาหารได้  
น้ำตาลเคี่ยวไหม้
น้ำตาลเคี่ยวไหม้
พวกไนเตรตและไนไตรต์รวมทั้งดินประสิว ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันบูดในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ทำให้เนื้อมีสีแดง ถ้าใช้มากเกินไป จะทำให้เม็ดเลือดแดงผิดปกติ ไม่สามารถนำออกซิเจนได้ดี ทำให้เกิดอาการ หายใจไม่ออกและชักได้ บางครั้งทำให้หลอดเลือด ขยายตัว ปวดศีรษะ แรงดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นเร็ว อาการอื่นๆ มีการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและ ลำไส้ ทำให้ปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน ถ้ามีมาก เกินไป อาจทำให้เกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ อาเจียน หรืออุจจาระเป็นเลือดคั่ง และอาจทำให้ถึง กับตายได้ ที่สำคัญ คือ ดินประสิวจะทำปฏิกิริยากับ สารเคมีบางชนิดในเนื้อปลาและสัตว์อื่นๆ ทำให้เกิด เป็นไนไทรซามีน ซึ่งอาจเห็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เช่น ตับ ไต ปอด จมูก หลอดอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีสารกัน บูดบางชนิดที่ห้ามใช้ผสมอาหาร เช่น กรดบอริก กรดซาลิซิลิก เพราะมีอันตรายต่อกระเพาะอาหารและ ลำไส้ ทำให้มีอาการอื่นๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หายใจขัด ประสาทหูเสื่อม และมีอาการประสาทหลอน เป็นต้น
ดอกอัญชัน
ดอกอัญชัน
บางครั้งผู้ผลิตอาหารผสมสารเคมีบางอย่างลงไป เพื่อให้อาหารมีลักษณะ หรือรสชาติดีขึ้น เช่น ใส่สาร บอแรกซ์ หรือน้ำประสานทอง ซึ่งมักเรียกกันว่า ผงกรอบ หรือผงเนื้อมัน สารบอแรกซ์นี้ ทำให้อาหารกรุบกรอบ หรือทำให้เหนียว ดังนั้นจึงนิยมใช้ผสมอาหารต่างๆ เช่น ลูกชิ้น หมูยอ กุ้งชุบแป้งทอด มะม่วงดอง และทับทิมกรอบ เป็นต้น สารบอแรกซ์ เป็นสารพิษ ซึ่งห้ามใช้ใส่อาหารทุกชนิด บอแรกซ์ที่บริโภคเข้าไปจะมีฤทธิ์สะสม เพราะบอแรกซ์จะถูกดูดซึมเข้าทางลำไส้รวดเร็ว หากมีการสะสมบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทวาร ทางเดินของอาหาร ทำให้เบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย หากเป็นพิษอย่างรุนแรง เพราะสะสมมาก จะคลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด ปวดท้อง ผิวหนังมีผื่นคัน กล้ามเนื้อบริเวณหน้า มือ และเท้ากระตุก ตัวเหลือง ไม่ปัสสาวะ ความดันเลือดต่ำ และอาจหมดสติ เนื่องจากจุดควบคุมการหายใจถูกกด
การปรุงอาหารในปัจจุบันนิยมเติมผงชูรส ซึ่งความจริงเป็นการสังเคราะห์เกลือ ของกรดกลูทามิก อันเป็นกรดอะมิโนอย่างที่มีอยู่ในโปรตีนทั้งในสัตว์และพืช สารนี้มีคุณสมบัติชูรสอาหารได้ จึงมีผู้นิยมใช้กันมาก การใช้ผงชูรสควรใช้แต่น้อยๆ หากใช้มากเกินไป อาจเกิดอันตรายได้ เพราะบางคนมีอาการแพ้ได้ง่าย จะมีอาการลิ้นชา ร้อนซู่ซ่าที่ลำคอและหน้า แน่นหน้าอก มึนงง ปวดศีรษะ เพลีย หัวใจเต้นแรง หญิงมีครรภ์ และทารกไม่ควรรับประทานผงชูรส เพราะถ้าได้รับมากเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ดินประสิว
ดินประสิว
ปัญหาที่ร้ายแรงของผงชูรส ในประเทศไทย คือ ผงชูรสปลอม เพราะมีผู้ทำผงชูรสปลอม โดยใช้สารเคมีราคาถูก ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น เกลือฟอสเฟต ซึ่งลักษณะคล้ายผงชูรสมาก หากรับประทานเข้าไป จะเกิดการท้องร่วงอย่างรุนแรง บางครั้งผู้ปลอมใช้บอแรกซ์ ซึ่งถ้ารับประทานเข้าไปมาก อาจเกิดอาการรุนแรงถึงชีวิตได้

อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่ต้องการความกรุบกรอบอาจผสมสารบอแรกซ์ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ที่ต้องการความกรุบกรอบ อาจผสมสารบอแรกซ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย

นอกเหนือจากสิ่งที่บริโภคแล้ว ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อสุขภาพยังมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องสำอาง สำหรับทั้งของบุรุษและสตรี ได้แก่ เครื่องสำอางที่รักษาความสะอาด และเสริมกลิ่น เช่น สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้า ยาสีฟัน น้ำหอม ครีมโกนหนวด และแป้งโรยตัว เป็นต้น เครื่อง สำอางสำหรับเสริมแต่งความงาม เช่น ลิปสติก ครีม ทาเปลือกตา น้ำยาดัดผม น้ำยาย้อมผม แป้งผัดหน้า และสเปรย์ฉีดผม เป็นต้น และเครื่องสำอางที่มีตัวยาผสมอยู่ เช่น สบู่ยา ครีมรักษาฝ้า ครีม ลอกสิว ครีมบำรุงผิว น้ำมันใส่ผมรักษารังแค และครีมระงับกลิ่นตัว เป็นต้น

ปัญหาจากเครื่องสำอางอาจมีสาเหตุตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ซึ่งแม้มีการควบคุมแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการผลิตที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้มาตรฐาน จึงยังมีการใช้สารพิษเจือปนอยู่ ทั้งโดยเจตนา หรือไม่เจตนา สารพิษดังกล่าว อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต หรือเกิดความเสียหายกับอวัยวะบริเวณที่ใช้เครื่องสำอางนั้นก็ได้ การใช้เครื่องสำอาง จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง
  ผลิตภัณฑ์ที่เรานิยมใช้ชักล้างอยู่ในปัจจุบัน คือ บรรดาผงซักฟอกต่างๆ ล้วนเป็นสารสังเคราะห์ทั้งสิ้น สารสังเคราะห์ทางเคมีบางตัว ก่อให้เกิดปัญหากับสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่ การเสื่อมสลาย โดยวิธีธรรมชาติ ทำให้เกิดความวุ่นวายต่อการย่อยสลาย หรือเสริมสร้างให้เกิดปัญหาอื่นๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นอันตรายต่อผู้ใช้โดยตรงด้วย เช่น การแพ้ผงซักฟอก มักเกิดขึ้นในเด็กอ่อน ทำให้เกิดผื่นคัน เป็นแผลพุพองได้ ดังนั้น การซักผ้าจึงต้องใช้ผงซักฟอกแต่พอเหมาะ และซักน้ำล้างผงซักฟอกออกให้หมดจริงๆ ส่วนเสื้อผ้าเครื่องใช้ของเด็กอ่อนนั้น ซักด้วยสบู่จะปลอดภัยกว่า และน่าจะชักชวนให้เราหันกลับมาใช้สบู่กันเหมือนเดิมจะดีกว่า เพราะวัตถุดิบที่ใช้ทำสบู่ล้วนมีอยู่ในบ้านเรา
ปัญหาต่างๆ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้ ทางแก้ไข มีอยู่ทั้งในด้านการวางระบบป้องกันและควบคุมให้รัดกุมขึ้น ให้ผู้หลีกเลี่ยงลักลอบปลอมปนมีน้อยลง ขณะเดียวกันการให้ความรู้ความเข้าใจต่อประชาชนในปัญหา แต่ละเรื่องก็นับว่าสำคัญมาก เพราะประชาชนจะได้ ทราบ จดจำ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายเหล่านี้ ได้
หัวข้อก่อนหน้า