ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรพอนิกส์ - สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
 
สารานุกรมไทย
สำหรับเยาวชน  เมนู 27
เล่มที่ ๒๗
เรื่องที่ ๑ ลิเก
เรื่องที่ ๒ การบริหารราชการ
แผ่นดิน
เรื่องที่ ๓ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
เรื่องที่ ๔ เทคนิคการผลิต
ไม้ผลนอกฤดู
เรื่องที่ ๕ ไฮโดรพอนิกส์
เรื่องที่ ๖ พิษภัยของแอลกอฮอล์
เรื่องที่ ๗ ผู้สูงอายุ
เรื่องที่ ๘ พลังงานนิวเคลียร์
เรื่องที่ ๙ การปฏิวัติทางพันธุกรรม
รายชื่อผู้เขียน

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๒๗ / เรื่องที่ ๕ ไฮโดรพอนิกส์ / ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรพอนิกส์

 ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรพอนิกส์




ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรพอนิกส์

ข้อดี

๑. สามารถปลูกพืชในพื้นที่ที่การเกษตรแบบธรรมดา หรือแบบทั่วไปทำไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เช่น พื้นที่ที่เป็นหิน ภูเขาสูงชัน หรือเป็นทะเลทราย หรือที่ดินเพาะปลูกมีปัญหา เช่น ดินเค็มจัด เปรี้ยวจัด หรือเป็นที่สะสมของโรคพืช และแมลงศัตรูพืช

๒. ใช้น้ำและปุ๋ยน้อยกว่าการปลูกพืชในดิน เพราะน้ำและปุ๋ยไม่สูญเสียจากการไหลทิ้ง การซึมลึก และการแก่งแย่งจากวัชพืช นอกจากนี้ เทคนิคส่วนใหญ่สามารถนำปุ๋ยกลับมาใช้หมุนเวียนได้อีก

๓. ใช้แรงงานน้อยกว่าการเพาะปลูกแบบธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเมล็ด การเก็บเกี่ยว การกำจัดวัชพืช การจัดเตรียมแปลงปลูก

๔. สามารถปลูกพืชในปริมาณที่มีความหนาแน่นสูงกว่าการเพาะปลูกแบบธรรมดา เพราะมีการให้สารละลายธาตุอาหารที่เพียงพอ พืชไม่ต้องแย่งน้ำและธาตุอาหาร การปลูกพืชสามารถกระทำได้ทันทีหลังเก็บเกี่ยว โดยไม่ต้องรอคอยการเตรียมแปลงปลูก หรือการตากดิน

๕. สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมของราก เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารพืชได้ดีกว่าการปลูกในดิน พืชจะสามารถดูดกินธาตุอาหารในรูปไอออน หรือโมเลกุลเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้พืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

ข้อเสีย


๑. การลงทุนจะสูงกว่าการปลูกพืชในดินมาก เพราะต้องใช้เทคโนโลยีสูง ต้องใช้น้ำที่สะอาดและมีความบริสุทธิ์สูงกว่าการปลูกพืชในดิน และต้องใช้โรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ จึงจะให้ผลดี โดยเฉพาะในการปลูกพืชปลอดสารพิษ

๒. ต้องใช้ประสบการณ์ ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิดมากกว่าการปลูกพืชในดิน โดยเฉพาะเทคนิคการปลูกพืชในน้ำ ที่เป็นระบบปิด (closed system) ซึ่งน้ำมีการไหลหมุนเวียน ถึงแม้จะมีการควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติทุกขั้นตอนก็ตาม

๓. การขัดข้องของกระแสไฟฟ้า การชำรุดของเครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้า หากแก้ไขไม่ทัน ก็จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และการตายของพืชได้

๔. มีความเสี่ยงต่อโรคในน้ำค่อนข้างมาก เพราะน้ำนำพาการกระจายของโรคพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกิดกับรากซึ่งยากต่อการรักษา

๕. ไม่สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ได้ และยังทำให้พืชขาดจุลินทรีย์ในดินบางชนิด ที่อยู่รอบๆ รากพืช อาทิ ไรโซเบียม (rhizobium) ในปมรากถั่ว ที่สามารถดึงไนโตรเจนจากอากาศมาให้พืชใช้โดยตรง ตลอดจนจุลินทรีย์อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อพืช เช่น actinomycetes blue green algae และ photosynthetic bacteria เป็นต้น
หัวข้อก่อนหน้า หัวข้อถัดไป