เล่มที่ 40
นกเงือกไทย
สามารถแชร์ได้ผ่าน :
นกเงือกไทย

ในบรรดานกเงือกเอเชีย ๓๑ ชนิด ประเทศไทยมีนกเงือกถึง ๑๓ ชนิด และเป็นนกเงือกป่าทั้งสิ้น เรียงลำดับตามวิวัฒนาการดังนี้

๑. นกเงือกหัวหงอก (White-crowned Hornbill, Berenicornis comatus)  
๒. นกชนหิน (Helmeted Hornbill, Rhinoplax vigil)
๓. นกเงือกดำ (Black Hornbill, Anthracoceros malayanus)
๔. นกแก๊ก (Oriental Pied Hornbill, Anthracoceros albirostris)
๕. นกเงือกปากดำ (Bushy-crested Hornbill, Anorrhinus galeritus)
๖. นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว (White-throated Brown Hornbill, Ptilolaemus austeni)
๗. นกเงือกสีน้ำตาล  (Brown Hornbill, Ptilolaemus tickelli)
๘. นกเงือกหัวแรด (Rhinoceros Hornbill, Buceros rhinoceros)
๙. นกกก (Great Hornbill, Buceros bicornis)
๑๐. นกเงือกคอแดง (Rufous-necked Hornbill, Aceros nipalensis)
๑๑. นกเงือกปากย่น (Wrinkled Hornbill, Rhyticeros corrugatus)
๑๒. นกเงือกกรามช้างปากเรียบ (Plain-pouched Hornbill, Rhyticeros subruficollis)
๑๓. นกเงือกกรามช้าง (Wreathed Hornbill, Rhyticeros undulatus)

นกเงือกไทย ๑๓ ชนิด อาจแบ่งกลุ่มย่อยตามลักษณะของปากและโหนกได้เป็น ๔ กลุ่ม คือ

๑. กลุ่มโหนกใหญ่ ได้แก่ นกชนหิน นกเงือกหัวแรด และนกกก
๒. กลุ่มโหนกขนาดกลาง ได้แก่ นกเงือกดำ และนกแก๊ก
๓. กลุ่มโหนกเล็กเป็นลอนหรือหยัก ปากมีรอยย่นหรือเป็นร่อง ได้แก่ นกเงือกคอแดง นกเงือกปากย่น นกเงือกกรามช้างปากเรียบ และนกเงือกกรามช้าง
๔. กลุ่มโหนกเป็นสัน ได้แก่ นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำหรือนกกาเขา นกเงือกสีน้ำตาล และนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว

๑. ความสัมพันธ์ระหว่างนกเงือกไทยและนกเงือกอื่นๆ

นกเงือกไทย ๑๓ ชนิด มีความสัมพันธ์ในระดับพันธุกรรมจากบรรพบุรุษร่วม ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ดังนี้

๑. นกเงือกหัวหงอก เป็นนกเงือกเก่าแก่มากที่สุดของนกเงือกเอเชีย ถือกำเนิดมาประมาณ ๔๗ ล้านปี สันนิษฐานว่า มีบรรพบุรุษ ร่วมกับนกเงือกขนาดเล็กของอินเดียสกุล Ocyceros และนกเงือกป่าแอฟริกาสกุล Tropicranus, Ceratogymna และ Bycanistes โดยนกเงือกหัวหงอกยังมีความสัมพันธ์ห่างๆ กับนกเงือกป่าเอเชียสกุล Aceros, Rhyticeros และ Penelopides ซึ่งเพศเมียมีลำตัวและปีกสีดำ

๒. นกชนหิน ถือกำเนิดมาประมาณ ๔๕ ล้านปี มีบรรพบุรุษร่วมกับกลุ่มนกเงือกโหนกใหญ่ คือ นกเงือกสกุล Buceros ซึ่งได้แก่ นกกก และนกเงือกหัวแรด รวมทั้งยังมีนกเงือกสกุล Buceros ในประเทศฟิลิปปินส์

นกชนหินนี้อาจนับได้ว่า มีความสัมพันธ์กับบรรพบุรุษของกลุ่มนกเงือกโหนกขนาดกลางสกุล Anthracoceros ได้แก่ นกแก๊ก และนกเงือกดำ รวมทั้งกลุ่มนกเงือกโหนกเล็กเป็นสันคือ นกเงือกปากดำ นกเงือกสีน้ำตาล และนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว

๓. นกเงือกคอแดง ถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ ๒๙ ล้านปี มีบรรพบุรุษร่วมกับบรรพบุรุษกลุ่มนกเงือกโหนกเล็กเป็นลอนหรือหยัก ปากมีรอยหยักหรือร่องและมีสีสัน สกุล Rhyticeros ได้แก่ นกเงือกปากย่น นกเงือกกรามช้างปากเรียบ นกเงือกกรามช้าง นกเงือกซุมบา นกเงือกปาปวน นกเงือกนาร์คอนแดม และนกเงือกฟิลิปปินส์ สกุล Penelopides spp. ซึ่งมีขนาดเล็ก

๒. วัฏจักรชีวิตของนกเงือก

ฤดูทำรังและการเสาะหาโพรงรัง

นกเงือกทำรังในโพรงไม้ โดยไม่สามารถเจาะโพรงเองได้ สำหรับฤดูทำรังของนกเงือกขึ้นอยู่กับภูมิภาคของประเทศไทย ในภูมิภาคเหนือคอคอดกระ (เหนือจังหวัดระนอง) จะเริ่มขึ้นในเดือนมกราคม ส่วนภูมิภาคใต้คอคอดกระลงไป ฤดูทำรังจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง



นกกกคู่ผัวเมียหน้าโพรงรัง

เมื่อฤดูทำรังเริ่มขึ้น นกคู่ผัวเมียจะเริ่มเสาะหาโพรงรังตามต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ นกเงือกขนาดใหญ่มาก เช่น นกกก ใช้โพรงในต้นไม้ ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยไม่น้อยกว่า ๑๑๐ เซนติเมตร ต้นไม้ที่มีโพรงรังของนกเงือกโดยมากเป็นต้นไม้ใน วงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) เช่น ต้นยางเสียน (Dipterocarpus gracilis) ต้นตะเคียน (Hopea sp.) และในวงศ์ Myrtaceae เช่น ต้นหว้า (Cleistocalyx nervosum) ซึ่งมีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามพันธุ์ไม้ที่พบว่า มีโพรงรังนกเงือกก็ขึ้นอยู่กับประเภท ของป่าถิ่นอาศัยด้วย (ตารางที่ ๑)



*วัดที่ความสูง ๑๓๐ ซม. จากพื้นดิน

การเกี้ยวพาราสี

ความพิเศษของนกเงือกเรื่องการทำรังนี้ เป็นที่กล่าวขานและเป็นที่รู้จักกันดีมาแต่โบราณ โดยเมื่อนกเงือกจับคู่แล้ว จะอยู่แบบคู่ผัวเดียวเมียเดียวไปจนตลอดชีวิต เมื่อฤดูทำรังมาถึง นกเงือกเพศผู้จะเกี้ยวพาราสีเพศเมียก่อนที่เพศเมียจะเข้าโพรงรัง ซึ่งพวกมันมักจะใช้โพรงรังที่มีอยู่เดิมหากโพรงเก่า ยังคงมีสภาพดี พฤติกรรมการเกี้ยวพาราสีนั้น จะพบในระยะต้นของการทำรัง ที่หน้าโพรงรัง เพศผู้จะป้อนอาหารซึ่งมักเป็นผลไม้ให้แก่คู่ของมัน แล้วพาเพศเมียไปดูโพรงรัง โดยบินเข้า-ออกระหว่างคอนที่เกาะ และหน้าโพรงรัง เพื่อเป็นการเชิญชวน ให้เพศเมียเข้าไปดูภายในโพรง


นกเงือกเพศผู้-เพศเมีย เกี้ยวพาราสีโดยการป้อนอาหารแก่กัน

การปิดโพรงและผสมพันธุ์

เมื่อนกคู่ผัวเมียได้โพรงรังแล้ว เพศเมียจะเข้าไปทำความสะอาดภายในโพรง กำจัดวัสดุที่ใช้ปิดโพรงเก่า และเศษอาหารหรือขยะ ของปีก่อนๆ ออกทิ้ง แล้วจึงเริ่มปิดปากโพรงโดยถ่ายมูล จากนั้นใช้ปากคาบมูลของตัวเองและอาหารที่ขย้อนออกมาแปะข้างๆ ผนังโพรงจากภายใน และใช้ปากด้านข้างตีให้วัสดุที่พอกไว้ติดกันแน่น เปรียบเสมือนช่างปูนใช้เกรียงโบกปูนในการก่อสร้าง ซึ่งทั้งมูล และอาหารที่ขย้อนออกมานี้มีลักษณะเหนียวทำให้ยึดเกาะกันได้ดี เมื่อวัสดุนี้แห้งจะแข็ง นกเงือกเพศเมียจะทำงานวันละประมาณ ๑ ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ในระยะนี้เพศเมียจะยังเข้า-ออกโพรง และในช่วงที่เพศเมียออกมา เพศผู้จะเข้าไปผสมพันธุ์ เพศเมียใช้เวลาปิดโพรงประมาณ ๓-๗ วัน หลังจากนั้นจะไม่ออกมาอีก เพราะปากโพรงจะแคบเข้าเรื่อยๆ เพศเมียใช้เวลาตกแต่ง ภายในโพรงอีกราว ๑ สัปดาห์จึงออกไข่ หลังจากออกไข่แล้ว เพศเมียจะผลัดขนปีกและหางทิ้งทั้งหมดในเวลาเดียวกัน ขนตามตัวจะค่อยๆ ผลัดทิ้ง ส่วนเพศผู้จะผลัดขนแบบค่อยเป็นค่อยไป



แม่นกกกไข่และเลี้ยงลูกในโพรงไม้

การกกไข่ ฟักไข่ เลี้ยงลูก

นกเงือกส่วนมากออกไข่ ๒-๓ ฟอง ระยะเวลาการกกไข่สำหรับนกเงือกขนาดเล็กนาน ๒๕-๒๗ วัน จึงฟักเป็นตัว และเลี้ยงลูกอยู่ในโพรงอีกประมาณ ๒ เดือน โดยอาจเลี้ยงลูกได้ ๑-๓ ตัว แล้วแต่ชนิด ถ้าเป็นนกเงือกขนาดใหญ่ ระยะเวลากกไข่นาน ๔๐-๔๕ วัน จึงฟักเป็นตัว และเลี้ยงลูกเพียง ๑ ตัว เป็นเวลาประมาณ ๒๑-๒ เดือน และอยู่ในโพรงไม้ตลอด รวมเวลา ที่นกเงือกเพศผู้ต้องหาอาหารเลี้ยงครอบครัวนานประมาณ ๓-๔ เดือน นกเงือกเพศผู้จึงเป็นที่ยกย่องมาก นอกจากนี้จะต้องเอาใจเพศเมียและลูก เวลาที่นำอาหารมาป้อน บางครั้งเพศเมียขว้างทิ้ง เพราะว่า ผลไม้ที่เพศผู้นำมาป้อน เป็นผลไม้ชนิดเดิมซ้ำๆ กันหลายมื้อ เพศเมียก็จะส่งสัญญาณให้เปลี่ยนอาหาร โดยขว้างทิ้งต่อหน้า เพศผู้ได้แต่มองตามลูกไม้ที่หล่นไป แล้วก็หาอาหารมาเปลี่ยนให้ใหม่ นกเงือกเพศผู้ยังต้องคอยขับไล่ศัตรู และดูแลความสะอาดหน้าปากโพรง เมื่อลูกนกถ่ายมูลไม่พ้นปากโพรง ส่วนนกเงือกเพศเมียถ่ายมูลออกทางปากโพรงทุกครั้ง โพรงรังนกเงือกจึงสะอาด ดังนั้น นกเงือกเพศเมียและลูกนกจึงมีชีวิตขึ้นกับนกเงือกเพศผู้ ซึ่งหาอาหารมาป้อนตลอด จนลูกนกโตพอที่จะออกจากโพรงรังได้



รูปแบบการเลี้ยงลูก

โดยทั่วไปเรามักคิดว่า พ่อนกเงือกทุกชนิดเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงแม่นกและลูกเพียงลำพัง แต่ที่จริงนกเงือกบางชนิดมีรูปแบบการเลี้ยงลูกที่แตกต่างกันออกไป โดยอาจแบ่งนกเงือกไทยตามรูปแบบการเลี้ยงลูกได้เป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้

๑. พ่อดูแล (Father care) คือ พ่อนกหาอาหารเลี้ยงครอบครัวเพียงลำพัง รับผิดชอบในการดูแลครอบครัวตั้งแต่แม่นกปิดโพรงขังตัวเอง ออกไข่ และเลี้ยงลูกจนลูกนกโตออกจากโพรง นกเงือกในกลุ่มนี้ ได้แก่ นกชนหิน นกเงือกดำ นกแก๊ก นกเงือกคอแดง นกเงือกปากย่น นกเงือกกรามช้างปากเรียบ และนกเงือกกรามช้าง นกเงือกกลุ่มนี้เลี้ยงลูกเพียง ๑ ตัว ยกเว้นนกแก๊กอาจเลี้ยงลูกได้ ๑-๒ ตัว



พ่อนกหาอาหารเลี้ยงแม่นกและลูกนก

๒. พ่อแม่ดูแลร่วมกัน (Bi-parental care) คือ พ่อนกหาอาหารเลี้ยงครอบครัวระยะหนึ่งจนลูกนกออกจากไข่และมีอายุได้ราว ๔-๖ สัปดาห์ แม่นกจึงกะเทาะวัสดุปิดปากโพรง (ซึ่งก็เป็นช่วงที่เพศเมียมีขนใหม่งอกเกือบสมบูรณ์) แล้วออกมาช่วยพ่อนกเลี้ยงลูก โดยทั้งพ่อและแม่นกช่วยกันหาอาหารมาเลี้ยงลูกจนลูกนกออกจากโพรง นกเงือกในกลุ่มนี้มีเพียง ๒ ชนิด คือ นกเงือกหัวแรด และนกกก นกเงือกในกลุ่มนี้เลี้ยงลูกเพียง ๑ ตัว

๓. มีผู้ช่วยดูแล (Cooperative care) คือ พ่อนกมีผู้ช่วยคอยหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งอาจมีผู้ช่วยตั้งแต่ ๑-๕ ตัว นกเงือกในกลุ่มนี้ ได้แก่ นกเงือกหัวหงอก นกเงือกปากดำ นกเงือกสีน้ำตาล และนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว ซึ่งสามารถเลี้ยงลูกได้ ๑-๓ ตัว สำหรับนกเงือกสีน้ำตาลคอขาวคู่ใดที่ไม่มีผู้ช่วย การเลี้ยงลูกก็จะประสบความสำเร็จได้ค่อนข้างต่ำ (โอกาสที่ลูกจะรอด น้อยกว่าร้อยละ ๕๐)



นกเงือกสีน้ำตาลคอขาว และนกผู้ช่วยเลี้ยง ซึ่งเป็นนกหนุ่มที่ยังไม่มีคู่

อาหารของนกเงือก

นกเงือกกินทั้งผลไม้และสัตว์เป็นอาหาร แต่ผลไม้ยังคงเป็นอาหารหลัก ดังตัวอย่างตาราง



แสดงสัดส่วนของประเภทอาหารและสารอาหารที่นกเงือก ๔ ชนิดกินในฤดูทำรังที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้แก่ นกกก และนกเงือกกรามช้าง กินผลไทรมากที่สุด คือ ร้อยละ ๕๖ และร้อยละ ๕๒ ตามลำดับ ส่วนนกแก๊กและนกเงือกสีน้ำตาลคอขาว กินผลไทรร้อยละ ๓๒  และร้อยละ ๒๖ ตามลำดับ ทั้งนี้ แล้วแต่ชนิดนกเงือกและประเภทป่าถิ่นอาศัย โดยพ่อนกจะป้อนอาหาร จำพวกสัตว์เป็นอาหารเสริมตอนช่วงที่ลูกนกกำลังโต จะเห็นว่า นกเงือกสีน้ำตาลคอขาวนั้นกินอาหารจำพวกสัตว์สูงมากเกือบร้อยละ ๔๐ เพราะนกเงือกสีน้ำตาลคอขาวเลี้ยงลูกมากกว่า ๑ ตัว จึงต้องการอาหารโปรตีนสูง ส่วนนกเงือกกรามช้างได้สารอาหารโปรตีน จากสัตว์ ค่อนข้างต่ำ แต่ได้จากผลไม้เป็นส่วนใหญ่



อาหารของนกเงือกมีทั้งผลไม้และสัตว์เล็กๆ

ผลไม้ป่าซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของนกเงือก จัดอยู่ในวงศ์กระดังงา วงศ์ปาล์ม วงศ์อบเชย วงศ์สมอ วงศ์ตาเสือ วงศ์ไทร และวงศ์จันทน์เทศ ซึ่งเป็นวงศ์ไม้เด่นของป่ายุคโบราณที่เรียกว่า Megathermal tropical rainforest นั่นเอง

ผลไม้ป่าซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของนกเงือกในฤดูทำรังจัดอยู่ในวงศ์ต่อไปนี้

Annonaceae วงศ์กระดังงา น้อยหน่า ได้แก่ ยางโอน (Polyalthia viridis)
Aracaceae วงศ์ปาล์ม ได้แก่ ค้อ (Livistona jenkinsiana)
Lauraceae วงศ์อบเชย ได้แก่ สุรามะริด (Cinnamomum subavenium)
Burseraceae วงศ์สมอ หนำเลี๊ยบ ได้แก่ มะเกิ้ม หรือมะกอกเกลื้อน (Canarium euphyllum)
Myrtaceae วงศ์หว้า ได้แก่ หว้า (Cleistocalyx nervosum)
Myrtisticaceae วงศ์จันทน์เทศ มะพร้าวนกกก ได้แก่ ส้มโมงหรือมะพร้าวนกกก (Horsfieldia amygdalina) และเลือดม้า (Knema elegans)
Meliaceae วงศ์ตาเสือหรือมะฮอกกานี มะอ้า ได้แก่ ตาเสือใหญ่ (Aglaia spectabilis) ตาเสือเล็ก (Aglaia lawii) และตาเสือดง (Dysoxylum densiflorum)
Moraceae วงศ์มะเดื่อ ไทร มะหาด ขนุน สาเก ได้แก่ ไทรชนิดต่างๆ กร่าง (Ficus altissima) ไทรย้อยใบทู่ (Ficus microcarpa) ไทรย้อยใบแหลม (Ficus benjamina) ไทรยอดย้อย (Ficus kurzii) และมะหาด (Artocarpus lacucha)

ศัตรูของนกเงือก

แม้นกเงือกจะทำรังอยู่ในโพรงบนต้นไม้สูง แต่ก็มีศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ หมาไม้ และหมีขอ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ โดยหมาไม้ลงหากินบนพื้นดินด้วย ส่วนหมีขอยังไม่เคยพบว่า ลงหากินบนพื้นดิน แม้ว่าหมาไม้จะลงหากินบนพื้นดิน แต่ขึ้นต้นไม้ได้เก่งมาก หมาไม้และหมีขอสามารถเข้าไปกินแม่นกและลูกนกในโพรงรังได้ ถ้าปากโพรงถูกเปิดโดยแม่นก ด้วยเหตุใดก็ตาม และนี่คงเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ต่อวิวัฒนาการในการทำรังของนกเงือก โดยปิดโพรงรัง เพื่อขังตัวเองและลูกนกอยู่ในโพรง ให้พ้นภัยจากผู้ล่า



หมาไม้

การรวมฝูง

ช่วงที่ลูกนกเงือกออกจากโพรงแล้ว ถือว่าฤดูทำรังสิ้นสุดลงและย่างเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อลูกนกโตมากพอที่จะบินตามพ่อแม่นกได้ ก็จะรวมฝูงกัน ซึ่งการรวมฝูงนี้เป็นพฤติกรรมทางสังคมที่สำคัญ โดยเฉพาะการหาแหล่งอาหาร การเฝ้าระวังศัตรู และอาจรวมไปถึง การจับคู่ ฝูงนกเงือกอาจมีขนาดใหญ่เล็กต่างกัน นกเงือกกรามช้างรวมฝูงกันมากที่สุดเป็นจำนวนหลายร้อยตัว ส่วนนกเงือกสีน้ำตาลคอขาวรวมฝูงน้อยที่สุดมักไม่เกิน ๘๐ ตัว สำหรับนกแก๊กและนกกกในบางปีอาจรวมฝูงกันนับได้เกือบ ๒๐๐ ตัว



นกเงือกรวมฝูงบนเรือนยอดของต้นไม้

นกเงือกกับระบบนิเวศป่า

บทบาทของนกเงือกต่อระบบนิเวศป่า จะเห็นได้ชัดจากภาพเขียนเปรียบเทียบป่าเสื่อมโทรมและป่าสมบูรณ์ ในป่าเสื่อมโทรม จำนวนสัตว์ป่ากลุ่มผู้ล่าและกลุ่มผู้กระจายเมล็ดลดน้อยลงหรือสูญหายไป แต่กลุ่มสัตว์ที่ทำลายเมล็ด ได้แก่ หนู กระรอก หมูป่า ซึ่งกินเมล็ดผลไม้โดยตรง มีชุกชุมเพราะขาดผู้ล่า เมื่อต้นไม้ออกผลแต่ไม่มีสัตว์ที่กินผลไม้ ช่วยนำเมล็ดไปจากต้นแม่ ผลไม้จึงร่วงหล่นสะสมอยู่ใต้ต้น เป็นการดึงดูดกลุ่มสัตว์ที่ทำลายเมล็ด ทำให้เมล็ดไม่มีโอกาสที่จะงอกเป็นต้นกล้าหรือมีน้อยมาก ส่วนในป่าที่สมบูรณ์ซึ่งมีทั้งผู้กระจายเมล็ด ได้แก่ นกเงือก ชะนี ลิง เก้ง กวาง และนกนานาชนิด ยังมีผู้ล่าขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่งคอยควบคุมประชากรกลุ่มสัตว์ที่ทำลายเมล็ด ทำให้กลุ่มผู้กระจายเมล็ดสามารถนำเอาผลและเมล็ดไปจากต้นแม่ได้ จึงเหลือตกหล่นใต้ต้นเพียงเล็กน้อย ดังนั้น เมื่อเมล็ดถูกกระจายไปตกตามที่ต่างๆ จึงมีโอกาสงอกเป็นต้นกล้าไม้ได้มากขึ้น



ภาพเขียนแสดงป่าสมบูรณ์ที่มีสัตว์ช่วยกระจายเมล็ด จึงงอกเป็นต้นกล้าได้มาก

การแพร่กระจายเมล็ดนั้นประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับขนาดปากของผู้นำเมล็ดไป รวมทั้งขนาดของผลและเมล็ด และระยะทาง ที่สามารถนำไป เช่น นกปรอดเป็นนกขนาดเล็กซึ่งมีปากเล็ก กินผลไม้ขนาดเล็กและนำไปได้ไม่ไกล ส่วนนกเงือก มีปากขนาดใหญ่มาก จึงสามารถเก็บกินผลไม้ได้หลายชนิดและหลายขนาด นกเงือกยังมีอุปนิสัยเลือกเก็บเฉพาะผลสุก ซึ่งผลสุก จะมีเมล็ดที่สมบูรณ์ และยังเก็บกักตุนได้คราวละหลายผล แล้วไปขย้อนเมล็ดที่สมบูรณ์ออกทิ้ง ขณะกำลังบินหรือระหว่างเกาะพัก ตามต้นไม้ โดยจะขย้อนเมล็ดครั้งละ ๑ หรือ ๒ เมล็ด นอกจากนี้ นกเงือกยังบินเป็นระยะทางไกล ครอบคลุมพื้นที่กว้างมาก โดยเฉพาะนอกฤดูทำรัง แต่ละเดือนนกเงือกบินไปมาในป่าครอบคลุมพื้นที่ โดยเฉลี่ย ๙๖ ตารางกิโลเมตร หรือ ๖๐,๐๐๐ ไร่ ทำให้เกิดการแพร่กระจายออกไป แต่ก็มีนกบางชนิดจิกกินเฉพาะเนื้อผลไม้ และปล่อยให้เมล็ดร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นนั่นเอง

เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการแพร่กระจายเมล็ดของนกเงือกกับนกมูม (Mountain Imperial Pigeon, Dacula badia) นกมูมเป็นนกในวงศ์เดียวกับนกพิราบ (Columbidae) แต่มีขนาดใหญ่กว่าและอยู่ในป่าแห่งเดียวกับนกเงือก นกมูม สามารถกินผลไม้ขนาดค่อนข้างใหญ่ได้ เช่น ผลมะเกิ้ม ซึ่งมีเมล็ดกว้าง ๒๒ มิลลิเมตร และยาวประมาณ ๔๐ มิลลิเมตร จากผลการวิจัยพบว่า นกมูม ๑ ตัวสามารถจะนำผลไม้ไปได้เพียง ๒ ผลเท่านั้น ในขณะที่นกเงือก ๑ ตัวสามารถนำไปได้ถึง ๕ ผล ส่วนผลตาเสือใหญ่ ซึ่งมีเมล็ดกว้าง ๒๔ มิลลิเมตร มีแต่นกเงือกเท่านั้นที่เป็นผู้นำไปได้ และนกเงือก ๑ ตัว สามารถนำเมล็ดตาเสือใหญ่นี้ ไปได้ ๓ เมล็ด ฉะนั้น พืชที่มีผลหรือมีเมล็ดขนาดใหญ่จำเป็นต้องอาศัยนกเงือก หากนกเงือกหมดไป พืชเหล่านั้น ก็มีแนวโน้มที่จะต้องสูญพันธุ์เช่นกัน

ตัวอย่างแสดงประสิทธิภาพการปลูกป่าโดยนกเงือกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยลูกนกเงือก ๔ ชนิด จำนวน ๘๐ ตัว จะเห็นว่า เป็นการบริการเพาะกล้าไม้และปลูกป่าให้เปล่า ที่ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ คือมีความหลากหลายด้วย หรืออีกนัยหนึ่ง นกเงือก คือ "นักปลูกป่า" (Farmer of the forest) มืออาชีพโดยแท้

การอนุรักษ์นกเงือก

แม้นกเงือกจะอาศัยอยู่ในป่าสมบูรณ์ดังเช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่ก็ยังมีปัจจัยที่คุกคามนกเงือก นอกจากฝีมือมนุษย์แล้ว นกเงือกยังต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทำให้เกิดการขาดแคลนโพรงรังซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะนกเงือกไม่สามารถเจาะโพรงรังได้เอง ฉะนั้น โพรงรังจึงเป็นปัจจัยจำกัดในการขยายพันธุ์ของนกเงือก สาเหตุของการขาดแคลนโพรงรัง มาจากการสูญเสียต้นไม้ที่มีโพรงรัง เนื่องจากถูกพายุพัดต้นโพรงรังหัก อัตราสูงถึงร้อยละ ๒๐



การซ่อมแซมโพรงรัง

นอกจากโพรงรังที่หักแล้ว ยังมีโพรงรังที่ถูกทอดทิ้งซึ่งบ่งชี้ว่าโพรงรังเหล่านั้นสูญเสียสภาพ มีอัตราสูงถึงร้อยละ ๗๐ ในการสำรวจโพรงรังนั้น คณะวิจัยใช้วิธีปีนด้วยเชือก เหมือนกับการปีนเขา เพราะโพรงรังมักอยู่สูงประมาณ ๒๐-๓๐ เมตรจากพื้นดิน ผลการสำรวจ พบสาเหตุพื้นโพรงทรุด ร้อยละ ๕๐ เป็นผลจากกระบวนการผุพังตลอดเวลา ทำให้พื้นทรุดลงไปเรื่อยๆ การแก้ปัญหาพื้นโพรงทรุดทำได้ง่ายด้วยการถมดิน อีกสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้สภาพโพรงรังไม่เหมาะสมก็คือ ปากโพรงปิด หรือแคบลงร้อยละ ๔๐ เนื่องจาก ต้นไม้ที่มีโพรงรัง แม้จะมีไส้เน่าเปื่อยจากเชื้อรา แต่เนื้อไม้ส่วนเปลือกยังมีชีวิต และเนื้อเยื่อ ก็ยังเจริญเติบโต จึงต้องถากเปิดออก เมื่อโพรงรังสภาพดีมีอยู่น้อย ทำให้เกิดการแก่งแย่งโพรง พฤติกรรมนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่าเกิดการขาดแคลนโพรงรัง ซึ่งเป็นอุปสรรคในการทำรัง ของนกเงือก การซ่อมแซมโพรงรังและปรับปรุงโพรงธรรมชาติให้สามารถเป็นโพรงรังได้ ทำให้เพิ่มโพรงรังแก่นกเงือกได้อีกร้อยละ ๓๐ เป็นการเพิ่มโอกาสให้นกเงือกได้ขยายพันธุ์

สรุปบทบาทสำคัญของนกเงือกในระบบนิเวศป่า คือ นกเงือกจัดเป็นสัตว์ "ชนิดหลัก" (Keystone species) ซึ่งทำหน้าที่สำคัญ โดยเป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพคงความหลากหลายของพันธุ์ไม้ป่า อีกทั้งยังเป็นผู้ล่า ซึ่งรักษาความสมดุล ของระบบนิเวศ จึงทำให้ป่าสมบูรณ์ รวมทั้งเป็นสัตว์ชนิดให้ร่มเงา (Umbrella species) เนื่องจาก มีการใช้พื้นที่ป่า ครอบคลุมพื้นที่กว้างมาก และยังมีปฏิสัมพันธ์ทั้งกับนก สัตว์ และพืชหลากหลายชนิด ดังนั้น ถ้าอนุรักษ์นกเงือกไว้ได้ ก็เท่ากับ อนุรักษ์สัตว์และพืชอื่นๆ ได้อีกมากมาย นอกจากนี้ นกเงือกเป็นสัตว์ชนิดบ่งชี้ (Indicator species) บอกถึงความสมบูรณ์ ของป่าได้ด้วย และเป็นสัตว์ชนิดนำธง (Flagship species) คือ เป็นชนิดที่มีความโดดเด่นและดึงดูดความสนใจของคนทั่วไปด้วย