พัฒนาการของลายไทย-ลายกระหนก โดยลำดับยุคสมัย ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ต้นแบบของลายประดับที่เรียกว่า ลายไทย คือ ลวดลายในศิลปะอินเดียโบราณ ที่แพร่หลายเข้าสู่ดินแดน ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว ครั้นเมื่อผ่านพัฒนาการในดินแดนต่างๆ รวมทั้งดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งดินแดนแห่งนี้ได้กลายเป็นแหล่งสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีพัฒนาการยาวนานภายใต้การอุปถัมภ์ของราชสำนัก สืบเนื่องมา จนถึงปัจจุบัน งานช่างทั้งในพระพุทธศาสนา และในราชสำนัก จึงมีส่วนเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว ด้วยลวดลายประดับ และได้แปรเปลี่ยนลักษณะไปตามความนิยมของดินแดนแต่ละท้องถิ่น และตามยุคสมัยที่เปลี่ยนมาเป็นลำดับ อนึ่ง พัฒนาการ ของลวดลายประดับจากดินแดนเหล่านั้นก็มีส่วนเกี่ยวเนื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กัน โดยการติดต่อไปมาหาสู่กัน
ลวดลายศิลปะอินเดียว แบบปาละ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ
ลักษณะก่อนจะได้ชื่อ และเมื่อได้ชื่อว่า "ลายไทย"
ความเป็นต้นแบบใดๆ คือ สิ่งใดๆ ที่มีอยู่มาก่อน ในส่วนของงานช่างก็เช่นกัน ช่างได้นำมาเป็นแรงบันดาลใจ ปรับปรุงร่วมกับจินตนาการ โดยมีจุดประสงค์ของการใช้งานหรือใช้ประดับเป็นแนวทางในการออกแบบงานประดับ ซึ่งลวดลายประดับ ในวัฒนธรรมศาสนาก็เพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อทางศาสนา โดยมีแบบแผนกฎเกณฑ์กำกับอยู่ด้วย ซึ่งหากประดับในตำแหน่งสำคัญ ลวดลายก็มีความสำคัญเด่นชัดด้วย พื้นที่ประดับลวดลายจึงมีส่วนสำคัญ คือ เป็นเงื่อนไข ที่ใช้ในการออกแบบลวดลายประดับให้เหมาะสม ทั้งนี้ ลวดลายประดับแบบใหม่ล้วนเกิดจากเงื่อนไขดังกล่าวนี้
การที่ดินแดนแห่งใดรับแรงบันดาลใจต่างๆ เข้ามาใช้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของเงื่อนไขความต้องการ และความนิยมในท้องถิ่นของตน เช่น ลวดลายประดับของสมัยทวารวดี ในช่วงแรกๆ นั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากงานช่าง ในวัฒนธรรมศาสนาจากอินเดีย แม้ว่าจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับต้นแบบ แต่ก็สังเกตได้ว่ามีลักษณะแปลกไปจากต้นแบบ ลักษณะที่แปลกนั้น ต่อมาก็พัฒนามาเป็นแบบอย่างเฉพาะในศิลปะทวารวดีในที่สุด และเมื่อผ่านยุคสมัยต่างๆ อันมีกระบวนการ ทางพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้กลายเป็นลายไทยอย่างที่รู้จักคุ้นเคยกันอยู่ในปัจจุบัน ดังตัวอย่างของลายประดับที่สืบทอด มาตามยุคสมัย ดังนี้
๑. ลวดลายแบบทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖
ลวดลายประดับที่ใช้ในช่วงเวลาของศิลปะทวารวดีส่วนใหญ่พบในภาคกลาง เช่น นครปฐม อู่ทอง ราชบุรี ลพบุรี ปราจีนบุรี งานลวดลายประดับที่พบ ได้แก่ งานสลักหินประดับธรรมจักร ประดับองค์ประกอบบางอย่างของสถาปัตยกรรม รวมทั้ง ที่เป็นงานดินเผาและงานปูนปั้น ลวดลายแบบทวารวดีเกี่ยวข้องกับลวดลายประดับร่วมสมัยทางภาคเหนือ คือ ลำพูน (หริภุญชัย) ภาคอีสาน และภาคใต้ เชื่อกันว่า แหล่งวัฒนธรรมทวารวดีอยู่ในภาคกลาง
ลวดลายกระหนก ดินเผา แบบทวารวดี ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ
ลายประดับสลักหินแบบนูนต่ำ (คือ นูนพ้นพื้นลายเพียงเล็กน้อย) ชำรุดเป็นชิ้นส่วน แต่ก็คาดเดาได้ว่าคงเป็นข้างซ้ายของกรอบซุ้ม ความเชี่ยวชาญของฝีมือช่างที่ออกแบบโดยให้ลวดลายพลิกผันต่อเนื่อง ยักย้ายอย่างอิสระ แยกแขนง จากแกนลายที่โค้งอ่อน แสดงถึงแบบอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่พบในศิลปะขอม
ลวดลายกระหนก สลักหิน แบบทวารวดี ที่มีลักษณะคล้ายใบผักกูด
ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม
โดยทั่วไปแล้ว กระหนกแบบทวารวดีมีชื่อเรียกกันในหมู่ช่างปัจจุบันอีกชื่อหนึ่งว่า กระหนกผักกูด เพราะมีลักษณะใกล้เคียง กับใบผักกูดที่มีขอบใบเป็นหยักคดโค้งคล้ายคลึงกัน เมื่อกระหนกผักกูดมาประกอบอยู่รวมกันกับลายลักษณะอื่นก็ได้ เป็นลายอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายเถาพรรณไม้ เรียกกันว่า ลายกระหนกเครือเถา (อนึ่ง ลักษณะคล้ายเครือเถาพรรณไม้ ยังมีชื่อเรียกต่างๆ กันตามลักษณะของกระหนก ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกระหนกผักกูดก็ได้)
ลวดลายสลักหิน แบบทวารวดี ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ
๒. ลวดลายแบบเขมรในดินแดนไทย พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๘
ในประเทศกัมพูชา ศิลปะขอมหรือเขมรโบราณมีขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดีย ไล่เลี่ยกับศิลปะทวารวดี ลวดลายแบบขอมจะใช้ประดับปราสาทที่ก่อสร้างด้วยอิฐ โดยสลักลวดลายประดับบนวัสดุก่อ จากนั้น จึงปั้นปูนเป็นรายละเอียดลงบนงานสลักนั้น สำหรับปราสาทที่ก่อด้วยศิลาในงานประดับลวดลายก็สลักลงบนศิลาที่ก่อ ส่วนงานปูนปั้น ประดับปราสาทในศิลปะขอมมีไม่มากนัก
ลวดลายกระหนก สลักหิน แบบขอม ที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ปราสาทขอมที่พบในประเทศไทยทางภาคอีสานและภาคตะวันออก กำหนดอายุได้ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือหลังจากนั้น และมีที่ต่อเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ วัฒนธรรมขอม จึงแพร่หลายเข้าสู่ภาคกลาง ครั้นเสื่อมถอยลงในที่สุด เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ช่วงเวลานั้น งานก่อปราสาทแบบขอมนิยมใช้ศิลาแลง แต่มีที่เปลี่ยนมาปั้นปูนประดับ แทนการสลักบนศิลาแลงที่เป็นวัสดุก่อ เพราะศิลาแลงแม้แกร่งแต่เปราะ จึงไม่สามารถสลักลวดลายที่มีรายละเอียดได้
ลวดลายกระหนก สลักหิน แบบขอม ที่ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์
ลายกระหนกแบบขอมมักสลักอย่างนูนสูง (นูนพ้นพื้นหลังมาก) เพราะสามารถสลักประดับปราสาทหินซึ่งมีรูปทรงสัดส่วนที่ล่ำสัน ถือเป็นรูปแบบที่สำคัญเพราะมีส่วนถ่ายทอดผสมผสานมาสู่กระหนกแบบไทยด้วย ตัวอย่างเช่น ลวดลายสลักหินประดับ ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ กระหนกลักษณะต่างๆ ที่ประกอบกันของปราสาท เรียกว่า ลายกรวยเชิง โดยเรียกชื่อตามตำแหน่ง ส่วนล่างของผนังที่ลวดลายนี้ประดับอยู่
๓. ลวดลายแบบศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘
คาบสมุทรทางภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๘ อยู่ในเขตวัฒนธรรมผสมผสาน โดยมีศิลปะศรีวิชัยเป็นหลัก ศิลปะศรีวิชัยส่วนใหญ่สร้างขึ้นในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีลวดลายที่เป็นงานประดับเครื่องทรงของประติมากรรมรูปเคารพ ส่วนศาสนสถานก็ไม่อยู่ในสภาพเดิม ดังนั้น ในส่วนของลวดลายประดับจึงไม่หลงเหลืออยู่ด้วย ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ประติมากรรมพระพุทธรูป ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑสถาน วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ลวดลายกระหนกซึ่งประดับอยู่ที่ส่วนฐานเป็นส่วนเสริมความแข็งแรงของประติมากรรมด้วย และส่วนล่างของประภามณฑล ที่ล้อมรอบพระวรกายพระพุทธรูปมีงานประดับด้วยเช่นกัน (ประภามณฑลคือ พระรัศมี ล้อมรอบพระวรกายพระพุทธรูป)
ลวดลายกระหนก สำริด ประดับส่วนล่างของประภามณฑล พระพุทธรูป แบบศรีวิชัย
ที่ศรีธรรมราชพิพิธภัณฑสถาน วัดพระมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช
๔. ลวดลายแบบหริภุญชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘
เมืองหริภุญชัย (ลำพูน) มีส่วนเกี่ยวข้องกับศิลปะทวารวดีตอนปลาย สอดคล้องกับตำนานพระนางจามเทวีที่เสด็จจากเมืองลพบุรี ขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัย (เมืองลพบุรี ในตำนานเรียกชื่อว่า "ละโว้" สมัยนั้นอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดี) อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานใดในพื้นที่ของเมืองลำพูนและปริมณฑลที่เก่าแก่ตามตำนานเรื่องเล่าของพระนางจามเทวี นอกจากเศียรพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ๒ เศียร ที่เป็นรูปแบบศิลปะทวารวดีทางภาคกลาง ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน สำหรับลวดลายประดับที่พบมีทั้งดินเผาและปูนปั้นในศิลปะหริภุญชัย ที่กำหนดอายุได้ว่า ไม่น่าจะก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เช่น กระหนกปูนปั้นประดับแถวครีบรูปสามเหลี่ยม ตั้งบนกรอบซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป ที่เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี อำเภอเมืองฯ จังหวัดลำพูน ศิลปะหริภุญชัย และเพราะเป็นงานปูนปั้น บางครีบจึงชำรุดหลุดร่วงไปแล้ว
ลวดลายกระหนก ปูนปั้น บนกรอบซุ้มแบบหริภุญชัย ที่เจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
๕. ลวดลายแบบสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐
เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ผ่านมาถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ภาคกลางตอนบนมีราชธานีคือ สุโขทัย โดยมีเมืองเครือข่ายหลายเมือง ที่สำคัญคือ เมืองศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และพิษณุโลก สำหรับเมืองศรีสัชนาลัยยังคงมีหลักฐาน ลวดลายประดับแบบศิลปะสุโขทัยหลงเหลืออยู่ในโบราณสถานร้าง หรือวัดร้าง เช่นเดียวกับที่ยังคงหลงเหลืออยู่ตามวัดร้าง ในราชธานีสุโขทัย โดยมีหลักฐานด้านลวดลายประดับ และลักษณะทางสถาปัตยกรรม บางประการซึ่งเกี่ยวข้องกับศิลปะทางเหนือ คือ แคว้นล้านนา ซึ่งมีเชียงใหม่เป็นราชธานี และศิลปะอยุธยา ซึ่งมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ทางตอนล่าง
ลวดลายกระหนก ปูนปั้น แบบสุโขทัย ประดับเจดีย์ วัดเจดีย์เจ็ดแถว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย
ตัวอย่างงานประดับเจดีย์บริวารองค์หนึ่งภายในวัดเจดีย์เจ็ดแถว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย คือ ลวดลายปูนปั้นประดับปลายกรอบซุ้มด้านบน ซึ่งมีแถวกระหนกวงโค้งเรียงซ้อนสลับ กำหนดได้ว่า เป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง ของกระหนกในงานประดับของศิลปะสุโขทัย
๖. ลวดลายแบบล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๑๙-ปัจจุบัน
พญามังรายทรงยึดเมืองหริภุญชัยได้ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๓๙ ทรงรวบรวมเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือเป็นเครือข่าย เมืองเหล่านี้รวมเรียกว่า แคว้นล้านนา อันเป็นที่มาของชื่อ ศิลปะล้านนา แทนชื่อเดิมที่เรียกกันว่า ศิลปะเชียงแสน มีแต่พระพุทธรูปที่ยังคงเรียกกันต่อมาว่า พระพุทธรูปเชียงแสน ส่วนชื่อศิลปะล้านนายังเป็นชื่อเรียกงานช่าง ในภาคเหนือ ที่หมายถึงงานช่างสมัยโบราณและบางครั้งอนุโลมรวมสมัยปัจจุบันด้วย
ลวดลายกระหนก ปูนปั้น ประดับเจดีย์ วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สะท้อนถึงวัฒนธรรมจีน พม่า และสุโขทัย
อนึ่ง เชียงแสนมาจากชื่อเมืองเชียงแสน ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งของราชธานีเชียงใหม่ เมืองนี้มีตัวอย่างงานปูนปั้น ประดับเจดีย์ประธานของวัดป่าสัก จึงมีชื่อเรียกเจดีย์องค์นี้ว่า เจดีย์วัดป่าสัก หากพิจารณาจาก พงศาวดารโยนก ที่ระบุการสร้างเมืองเชียงแสนของพระเจ้าแสนภู ใน พ.ศ. ๑๘๗๑ หลังจากนั้นอีก ๓ ปี คือ ใน พ.ศ. ๑๘๗๔ โปรดให้สร้างวัดที่กลางเมือง ในที่นี้เข้าใจว่าคือ วัดป่าสัก ซึ่งพอเข้าใจได้ว่า วัดป่าสักสร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนภู พระองค์เป็นพระราชนัดดาของพญามังรายผู้ทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านนา ลวดลายปูนปั้น โดยรวมที่ประดับเจดีย์ประธานทรงปราสาทห้ายอดของวัดป่าสักนั้น เชื่อกันว่าปั้นขึ้นเมื่อคราวแรกสร้างวัด สะท้อนถึงระยะที่เมืองเชียงแสนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมจีน พม่า และสุโขทัย
ลวดลายปูนปั้น เจดีย์วัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
๗. ลวดลายแบบก่อนกรุงศรีอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๑๙
ลพบุรีมีชื่อเดิมว่า "ลวปุระ" แหล่งข้อมูลที่สำคัญของวัฒนธรรมทวารวดีแห่งนี้มีความต่อเนื่อง โดยผ่านวัฒนธรรมขอม ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ จนถึงเมื่อราวเริ่มศตวรรษถัดมา จึงเข้าสู่แนวทางใหม่และค่านิยมใหม่ คือ แบบอย่างของเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งพัฒนาจากปราสาทแบบขอม เช่น ปรางค์ประธานของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อำเภอเมืองฯ จังหวัดลพบุรี แม้ว่าวัดสำคัญแห่งนี้ไม่ได้ปรากฏหลักฐานการสร้างโดยตรง แต่ประมาณอายุได้ในราว พ.ศ. ๑๘๐๐ จากงานศึกษาแบบอย่างงานช่างของปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งเป็นปรางค์ประธานร่วมกับข้อมูลเอกสารของจีนที่ระบุว่า ลพบุรีส่งทูตไปเมืองจีนระหว่าง พ.ศ. ๑๘๓๒-๑๘๔๒ ซึ่งแสดงถึงความเป็นอิสระ และความสำคัญของลพบุรี ที่เหมาะสำหรับงานก่อสร้างวัดสำคัญขนาดใหญ่เช่นนี้ ลวดลายปูนปั้น ประดับปรางค์พระศรีรัตนมหาธาตุยังมีความหนานูน จากพื้นมาก (ที่เรียกว่า นูนสูง) เพราะเกี่ยวข้องกับลวดลายประดับในศิลปะขอมมาก่อน ร่องรอยหลักฐานของลวดลายประดับบางแห่ง แสดงถึงงานที่ซ่อมบูรณะมาเป็นระยะๆ จากในอดีต โดยสังเกตได้จากลักษณะของลวดลายที่แตกต่างกัน ส่วนฝีมือช่างปั้น ในระยะแรกทำเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายเฟื่องอุบะ ซึ่งหมายถึง ลายประดับรูปสามเหลี่ยมเรียงต่อเนื่องกัน ดูเหมือนแขวนห้อยอยู่ ที่ส่วนบนของผนัง (ส่วนบนของผนัง ในภาษาช่างเรียกว่า ยอดผนัง ก็มี) ลายเฟื่องอุบะดังกล่าว มีลายกระหนกประกอบอยู่อย่างสำคัญ
